ปี 64 สปสช. พัฒนาระบบเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความแออัด ให้ประชาชนตรวจแล็บนอก รพ.ได้

0
539

ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. สาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างข้อเสนองบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2564 ตามข้อเสนอคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุน สปสช. โดยมี นางดวงตา ตันโช เป็นประธาน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณต่อไป

ทั้งนี้ ภาพรวมของงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (กองทุนบัตรทอง) ปี 2564 ที่บอร์ด สปสช.เห็นชอบครั้งนี้ อยู่ที่จำนวน 202,704.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 12,388.06 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.5

โดยในปี 2564  กองทุนบัตรทองจะพัฒนาระบบเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ เพิ่มความเข้มแข็งของการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ได้แก่ 1. คัดกรองโรคดาวน์ซินโดรม (Down’s syndrome) ในหญิงตั้งครรภ์ 2. ตรวจคัดกรองตรวจภาวะฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria: PKU) ในทารกแรกเกิด 3. คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้กับประชากรทุกสิทธิ 4. สนับสนุนติดตามพัฒนาการเด็กไทยโดยเพิ่มสมุดติดตามประเมินพัฒนาการเด็ก 5. แว่นตาสำหรับเด็กที่ได้รับการคัดกรองแล้วพบว่ามีปัญหาสายตา 6. ฉีดวัคซีนรวม หัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ในเด็กอายุ 1.5 ปี 7. นำร่องบริการยาป้องกันติดเชื้อเอชไอวี (PrEP) และเพิ่มการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันเอดส์ เพิ่มการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ได้แก่ 1. เพิ่มบริการทันตกรรมที่คลินิกทันตกรรมเอกชน ได้แก่ ขูดหินปูน อุดฟันและถอนฟัน 2. บริการฉุกเฉินนอกเวลาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามนโยบายห้องฉุกเฉินคุณภาพ 3. เพิ่มบริการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องหลังจากพ้นระยะฉุกเฉินในโรคหลอดเลือดสมอง, บาดเจ็บทางสมองและบาดเจ็บไขสันหลัง 4. บริการกรณีโรคหายาก จัดระบบให้มีการส่งต่อผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว 5. บริการฝังเข็มสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 6. บริการล้างไตทางหน้าท้องด้วยเครื่องล้างไตอัตโนมัติ (automate) 7. บริการเชิงรุกดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในชุมชน 8. บริการฟื้นฟูสุขภาพที่ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพคนพิการ

นอกจากนี้ กองทุนบัตรทอง จะปรับระบบเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการให้กับประชาชน ลดการรอคอยบริการ และช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ได้แก่ 1.การให้ผู้ป่วยสามารถรับยาที่ร้านยาต่อเนื่อง 2.ให้ประชาชนสามารถตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกโรงพยาบาล ได้ที่คลินิกหรือศูนย์บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory) 3.เพิ่มบริการส่งเสริมสุขภาพและดูแลผู้ป่วยโดยคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และ 4.เพิ่มประสิทธิภาพระบบการส่งต่อระหว่างหน่วยบริการในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งการเพิ่มสิทธิประโยชน์และการปรับระบบบริการนี้ นอกจากทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้นแล้วยังพัฒนาระบบบัตรทองให้ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณ ข้อมูลข่าวจาก นิวส์ 18 ดูข่าวต้นฉบับ ที่นี่

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here