ตรวจสกัดโรคเท้าช้างชายแดน ภารกิจเทคนิคการแพทย์ รพช.เล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่

0
852

โรคเท้าช้าง (lymphatic filariasis) เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขของประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งร้อยละ 90 มีสาเหตุจากการติดเชื้อ Wuchereria bancrofti (W. bancrofti) และอีกร้อยละ 10 เกิดจาก Brugia malayi (B.malaya) และ Brugia timori (B.timori) ส่วนที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ W.bancrofti  และ B.malayi โดยพบแหล่งชุกชุมอยู่ในพื้นที่ติดชายแดนไทย-เมียนมาร์ พบมากทั้งภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาคตะวันตกจังหวัดตาก กาญจนบุรี  ราชบุรี  และภาคใต้ จังหวัดระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชายแดนไทย-มาเลเซีย จังหวัดปัตตานี โดยมีการแพร่กระจายผ่านแรงงานอพยพที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย

จังหวัดราชบุรี เป็นพื้นที่เสี่ยงพื้นที่หนึ่ง เพราะมีอาณาเขตติดกับประเทศเมียนมาร์ มีแรงงานเมียนมาร์มาขึ้นทะเบียนมากกว่า 24,000 คนต่อปี หากไม่มีการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการและการรักษาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจเป็นสาเหตุทำให้อุบัติการณ์ของโรคนี้สูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลปากท่อ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคเท้าช้าง จึงเป็นด่านแรกในการตรวจสกัดเชื้อนี้จากแรงงานเมียนมาร์ที่อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย ภารกิจในการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการจึงเป็นหน้าที่ของเทคนิคการแพทย์อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ทนพญ.ธามน จานทอง นักเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลปากท่อ บอกว่าโดยธรรมชาติของเชื้อโรคเท้าช้าง หรือเชื้อไมโครฟิลาเรียนั้น จะออกมาในกระแสเลือดจำนวนมากในเวลากลางคืน ทำให้การเก็บตัวอย่างเลือด เพื่อตรวจหาเชื้อนี้ต้องทำในเวลากลางคืนเป็นหลัก ถ้ามาเจาะเลือดตรวจในช่วงเวลากลางวันจะมีโอกาสพบได้น้อย หรือไม่พบเลย ดังนั้นการเจาะและตรวจเลือดในช่วงเวลากลางวัน แพทย์จะให้ผู้เข้ารับการตรวจกินยา diethylcarbamazine citrate ก่อนเป็นเวลา 30-45 นาที เพื่อกระตุ้นให้เชื้อไมโครฟิลาเรียเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจพบเชื้อได้ง่าย

“ห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่ใช้วิธี Thick smear หรือ buffy coat capillary tube ในการตรวจคัดกรองเชื้อไมโครฟิลาเรีย เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็วและราคาถูก แต่วิธีที่นี้มีความไวต่ำ จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดความผิดพลาดในการตรวจคัดกรองได้” ธามนบอก และว่าหากนำวิธีดังกล่าวมาใช้ตรวจคัดกรองแรงงานต่างด้าว อาจทำให้ตรวจไม่พบเชื้อในรายที่มีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด ทำให้การป้องกันการแพร่ระบาดไม่ได้ผล เดิมทีมงานมีความสนใจจะใช้วิธี Knott’s technique ซึ่งน้ำยาที่ใช้คือ 2% formalin แต่ด้วยเวลานั้นห้องปฏิบัติการไม่มีตู้ดูดควัน จึงต้องคิดค้นหาวิธีการตรวจแบบใหม่มาใช้ โดยปรับปรุงจากวิธี Knott’s technique เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุด และมีโอกาสตรวจพบเชื้อได้สูงขึ้น

ธามน ได้ทดลองนำเลือดของแรงงานต่างด้าวมาผสมกับน้ำเกลือ (normal saline; NSS) ซึ่งมีใช้อยู่แล้วในห้องปฏิบัติการ โดยปรับความเข้มข้นของน้ำเกลือให้แตกต่างกัน แล้วนำไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เธอพบว่าที่ความเข้มข้น 0.5% NSS แม้จะมีเม็ดเลือดแดงแตกบางส่วน แต่ยังหลงเหลือเม็ดเลือดแดงอยู่บ้าง ง่ายต่อการดูการเคลื่อนไหวของเชื้อไมโครฟิลาเรีย เธอเรียกวิธีการตรวจแบบนี้ว่า lower concentration normal saline (LNSS)

ธามน อธิบายว่าวิธี LNSS ที่เธอคิดค้นนี้ ใช้อัตราส่วน เลือด 1 ml.ต่อ 0.5% NSS 9 ml. ผสมและเขย่าให้เข้ากัน แล้วตั้งทิ้งไว้เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นนำหลอดทดลองไปปั่นที่ความเร็ว 1,500 รอบต่อนาที เป็นเวลา 5 นาที เมื่อครบเวลา ดูดส่วนใสทิ้งจนเหลือส่วนของเลือดที่ตกตะกอน ผสมตะกอนเลือดให้เข้ากัน เทตะกอนเลือดใส่สไลด์ 2-3 แผ่น หรือจนตะกอนเลือดหมด นำสไลด์มาตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ 4x และ 10x หากพบการเคลื่อนไหวของไมโครฟิลาเรียบนสไลด์ นำสไลด์นั้นมาตั้งทิ้งไว้ให้แห้งและย้อมด้วยสี Wright-Giemsa stain แล้วนำสไลด์ไปตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ 10x 40x และ 100x เพื่อแยกชนิดของเชื้อไมโครฟิลาเรียต่อไป

ธามนได้ทดลองนำวิธี LNSS มาตรวจเลือดแรงงานต่างด้าว จำนวน 1,967 ราย เปรียบเทียบกับวิธีมาตรฐาน thick smear และ buffy coat capillary tube ซึ่งเป็นวิธีที่ รพ.ปากท่อใช้ตรวจคัดกรองอยู่แล้ว พบว่าวิธี LNSS สามารถตรวจพบเชื้อไมโครฟิลาเรียได้ 56 ราย ในขณะที่วิธี thick smear และ buffy coat capillary ตรวจไม่พบเลยในแรงงานต่างด้าวคนเดียวกัน และได้ส่งตัวอย่างสไลด์ที่ตรวจพบไมโครฟิลาเรีย ไปตรวจยืนยันที่สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็ให้ผลตรงกัน เธอจึงมั่นใจว่าวิธี LNSS เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจหาเชื้อโรคเท้าช้างได้ดีกว่าวิธี thick smear และ buffy coat capillary tube ที่เคยใช้กันอยู่ โดยการศึกษาครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากทุนวิจัยทั่วไปสำหรับนักศึกษาบัณฑิตศึกษา เงินกองทุนวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“วิธี LNSS เราใช้เลือดปริมาตร 1 มิลลิลิตร ในขณะที่วิธี thick smear และ buffy coat capillary tube ใช้เลือดปริมาตรน้อยเพียง 60 ไมโครลิตร วิธีที่ใช้ปริมาตรเลือดมากกว่า จึงทำให้เพิ่มโอกาสในการตรวจพบเชื้อไมโครฟิลาเรียได้มากกว่า”ธามนบอก และว่า ข้อดีของวิธี LNSS ก็คือ เราตรวจดูขณะเชื้อยังมีชีวิต มีการเคลื่อนไหว ทำให้ง่ายต่อการตรวจวิเคราะห์ และเมื่อพบเชื้อแล้ว ยังสามารถนำมาย้อมสี เพื่อแยกชนิดของเชื้อไมโครฟิลาเรียได้อีกด้วย  นอกจากนี้เกลือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ที่ใช้ทำน้ำเกลือ ก็เป็นสารเคมีพื้นฐานที่หาได้ง่าย ไม่เป็นพิษ สามารถเตรียมสารละลายตามความเข้มข้นที่ต้องการได้ง่าย ราคาถูก

ธามน ตบท้ายว่า ปัจจุบันแม้ประเทศไทยได้ควบคุมโรคและประกาศเป็นประเทศปลอดโรคเท้าช้างแล้วก็ตาม แต่การควบคุมโรคในแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องยาก เพราะมีการอพยพแรงงานเข้ามาเป็นประจำทุกปี หากไม่ใช้วิธีการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพียงพอแล้ว ก็ยากที่จะสกัดกั้นไม่ให้โรคเท้าช้างแพร่ระบาดในไทยได้อีก

นี่คือตัวอย่าง ความพยายามของนักเทคนิคการแพทย์ ในการคิดค้นหาวิธีการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจให้แม่นยำ ถูกต้องอยู่เสมอ เพื่อให้การป้องกันควบคุมโรคเกิดประสิทธิผล แม้จะเป็นเพียงนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่ทว่าภารกิจนี้ช่างยิ่งใหญ่และสำคัญเหลือเกิน

จึงสมควรแล้ว ที่ผลงานของธามนชิ้นนี้ จะได้รับรางวัลผลงานวิชาการ R2R ดีเด่น ประเภทผลงานสนับสนุนการบริการ ในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here